วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน






ความปลอดภัยในชุมชน

ชุมชนกับความปลอดภัย
ชุมชน คือ กลุ่มคนในขอบเขตพื้นที่ในอาณาเขตเดียวกัน ที่มีจำนวนครัวเรือนหลายๆครัวเรือนอยู่ร่วมกันในพื้นที่แห่งนั้น ซึ่งชุมชนนั้นจะมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ 
ลักษณะของชุมชนขนาดเล็ก : มีครอบครัวอยู่กันจำนวนน้อย รู้จักกันทั่ว ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลแน่นแฟ้น
ลักษณะของชุมชนขนาดใหญ่ : มีครอบครัวอยู่กันจำนวนมาก อาจกลายเป็นชุมชนแออัดได้ และมักมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดี
การสร้างเสริมความปลอดภัยในชุมชนนั้นควรจะทำหลายๆด้าน ซึ่งทุกๆคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบเกี่ยวกับความปลอดภัยต่างๆของตนเอง และบุคคลอื่น 


การสร้างเสริมความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต
การสร้างเสริมความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่มีความสุขได้ ซึ่งมีหลักการดังนี้
1. เป็นผู้ที่มีสติมั่นคง ไม่ตื่นเต้นตกใจง่าย เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีเฉพาะหน้าขึ้น ก็ควรตั้งสติ และพิจารณาว่าควรจะแก้ปัญหานั้นอย่างไรดี
2. เป็นคนช่างสังเกต ว่าจะมีเหตุการณ์ที่ผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
3. อย่าไว้ใจคนง่าย พึงระวังคนแปลกหน้า
4. อย่าละโมบโลภมาก เพราะคนโลภมากมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
5. ไม่เป็นคนสะเพร่ามักง่าย เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ตนเอง
6. ต้องมีความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองได้ อย่าปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม หรือโทษเรื่องของเคราะห์เมื่อเกิดเหตุร้ายกับตนเอง
7. จงยึดคำขวัญที่ว่าปลอด ภัยไวก่อน




การสร้างเสริมความปลอดภัยในการใช้ยานพาหนะ
1. การใช้จักรยาน
1.1 ตรวจดูสภาพรถจักรยานว่ามีส่วนใดชำรุดหรือไม่
1.2 ขี่ชิดริมถนนด้านซ้ายและขี่ในทิศทางที่ถูกต้อง
1.3 เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
2. รถจักรยานยนต์และรถยนต์
2.1 ตรวจดูสภาพรถ
2.2 ขับขี่ชิดริมถนนด้านซ้าย
2.3 เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
2.4 สวมหมวกนิรภัย หากเป็นรถยนต์ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย
2.5 ไม่แข่งขันรถกันบนถนน
2.6 ไม่ประมาท
2.7 ไม่ขับขี่ขณะมึนเมา

การสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยว
1. ศึกษาสภาพพื้นที่ภูมิประเทศ และภูมิอากาศของสถานที่ที่จะไปท่องเที่ยว ถ้าเห็นว่าอาจเกิดอันตรายได้ ก็ควรงดเว้นการเดินทาง
2. ควรเตรียมยา เครื่องเวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการเดินทางติดตัวไปด้วย
3. ไม่ดื่มสุรา หรือใช้ยาเสพติดในขณะท่องเที่ยว
4. การไปเที่ยวต้องมีสภาพร่างกายที่พร้อมต่อลักษณะการไปเที่ยวในสถานที่นั้นๆ
5. ระมัดระวังพวกมิจฉาชีพ
การสร้างเสริมความปลอดภัยจากสัตว์ร้าย
1. ภัยจากวัวหรือควาย ถ้านักเรียนถูกวัวหรือความวิ่งไล่ ควรรีบถอดเสื้อ หรือถ้ามีผ้าถือไว้ให้โยนทิ้ง วัวหรือควายจะหยุดดมของที่เราทิ้งไว้ หรือถ้าว่ายน้ำ เป็น ให้วิ่งลงน้ำ
2. ภัยจากสุนัข การเตรียมไม้เพื่อป้องกันตัวจากการถูกสุนัขกัดเป็นสิ่งที่ควรทำ
3. ภัยจากงู ควรหลีกเลี่ยงการเดินไปในที่มืด ที่รก หากมีความจำเป็นควรสวมร้องเท้าบูทแล้วใช้ไม้ตีต้นหญ้าหรือพุ่มไม้ไปตลอดทาง เพื่อให้งูเลื่อยหนีไป

การสร้างเสริมความปลอดภัยจากอาชญากรรม
1. การป้องกันการลักทรัพย์ในที่พักอาศัย
1.1 ก่อนออกจากบ้าน ควรมีคนที่ไว้ใจได้อยู่ดูแลที่พักอาศัย, ควรเปิดไฟบางห้องไว้
1.2 ก่อนเปิดประตูบ้าน ก่อนเปิดประตูบ้านรับแขก ควรดูให้ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด, ตรวจสอบบัตรประจำตัวช่างซ่อมหรือตัวแทนบริษัทต่างๆที่จะเข้ามาในบ้าน
1.3 นอนหลับตอนกลางคืน เมื่อพลบค่ำควรรูดม่านปิด ไม่ให้คนนอกมองเห็นด้านใน
1.4 ข้อควรปฏิบัติ ไม่ปล่อยให้ที่พักอาศัยมีต้นไม้สูง, ควรผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน, ไม่ควรเก็บของมีค่าไว้ที่บ้าน , ถ้ามีโทรศัพท์ซักถามว่ามีคนอยู่บ้านไหม ให้ตอบว่าอยู่กันหลายคน, เมื่อเกิดเหตุร้าย ไม่ควรพยายามจับผู้ร้ายด้วยตนเอง(โทร. 191)
2. การป้องกันการล่วงกระเป๋า
2.1 ไม่นำทรัพย์สินมีค่าพกติดตัวจำนวนมาก
2.2 พกกระเป๋าเงินไว้ในที่ปลอดภัย
2.3 กระเป๋าถือสตรี ควรถือกระชับมือไว้
2.4 พึงระลึกไว้ว่า คนร้ายเป็นได้ทุกเพศทุกวัย
2.5 หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มักเกิดเหตุร้าย
2.6 เมื่อถูกล่วงกระเป๋า ควรตะโกนขอความช่วยเหลือ
3. การป้องกันการถูกล่อลวงข่มขืน
3.1 อย่าแต่งตัวล่อแหลม
3.2 อย่าดื่มสุราและของมึนเมาทุกชนิด
3.3 อย่าหลงเชื่อคนแปลกหน้า




13 แนวทางชุมชนปลอดภัย

ชุมชนปลอดภัย (Self Communities)
                        เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการดำเนินงานสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กโดยชุมชนที่จะเข้าร่วมในเครื่อข่ายชุมชนปลอดภัยนั้นอาจเป็นชุมชนระดับหมู่บ้านจังหวัดหรืออื่นๆแต่ที่สำคัญชุมชนต้องแสดงความตั้งใจอย่างแท้จริงในการดำเนินงาน โดยใช้หลัก 13แนวทางชุมชนปลอดภัย  ดังต่อไปนี้




1. กลุ่มต่างๆในชุมชนร่วมมือกัน..เพื่อผลระยะยาว
การดำเนินงานป้องกันการบาดเจ็บต้องมีจุดเริ่มมาจากความสนใจและความต้องการของคนในชุมชนนั้นๆอย่างแท้จริงโดยที่คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งร่วมคิด  วางแผน ทำงานและการติดตามผลการดำเนินงาน ซึ่งเป็นในลักษณะการจัดตั้งกลุ่มพหุภาพ(Cross Sectorial Group) ในระดับชุมชน หมายถึง การรวมตัวกันของกลุ่มประชาชนหรือกลุ่มองค์กรต่างๆที่มีอยู่แล้วในชุมชน เช่นผู้นำชุมชนผู้นำท้องถิ่นอสม.กลุ่มแม่บ้านฯลฯ การดำเนินงานในระยะแรกเน้นการรวมตัวกันของกลุ่มพหุภาพ

2.  เชื่อมโยงหน่วยงานภายนอกร่วมแก้ปัญหา
การประสานงานคือกลยุทธ์สำคัญของความสำเร็จ เริ่มจากชุมชนสร้างเครือข่ายในการติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคล กลุ่มในชุมชนของตนเช่น คณะกรรมการชุมชน  กลุ่มครอบครัวฯลฯไปจนถึงการประสานงานกับองค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้องต่างๆเช่น หน่วยงานที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคงานสาธารณสุข มูลนิธิ สมาคมต่างๆ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน

3.  ชุมชนสนใจแก้ปัญหาการบาดเจ็บทุกรูปแบบ
กระบวนการจัดการกับปัญหาการบาดเจ็บและสร้างเสริมความปลอดภัยนั้นชุมชนต้องให้ความสนใจในการแก้ปัญหาการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ เช่นการตกจากที่สูง จมน้ำ ไฟฟ้าดูดฯลฯและการบาดเจ็บโดยตั้งใจเช่นเด็กถูกทำร้ายร่างกายฯลฯ ซึ่งต้องพิจารณาตามลำดับความสำคัญโดยวิเคราะห์จากสถิติและอุบัติการณ์ในชุมชน

4.  อย่าละเลยความเสี่ยง
ชุมชนให้ความสนในเป็นพิเศษกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กในครอบครัวยากจน เด็กพิการ เด็กเร่ร่อน ฯลฯ เด็กเหล่านี้มีภาวะความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูงกว่าเด็กทั่วไปเนื่องจากสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ศักยภาพของผู้ดูแลเด็กรวมถึงข้อจำกัดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

5.  ชุมชนมีระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บที่ชัดเจน
มีการสร้างระบบการเฝ้าระวังการบาดเจ็บในชุมชนโดยมีการบันทึกการบาดเจ็บ ประโยชน์ที่ได้จากการบันทึกมีดังนี้

-  ชุมชนใช้การบันทึกในการประเมินขนาดของปัญหาในแบบต่างๆ
-  ค้นหาสาเหตุของปัญหานั้นๆ  คือ ปัจจัยเสี่ยงของการบาดเจ็บแบบต่างๆ
-  ใช้ในการประเมินผลการดำเนินงานต่างๆของชุมชนในการป้องกันการบาดเจ็บ
-  นำเรื่องราวของการบาดเจ็บแต่ละรายมาเผยแพร่แก่ประชาชนในชุมชน เพื่อเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า นำไปสู่การสร้างจิตสำนึกในการป้องกันการบาดเจ็บ

6.  มีระบบการเดินสำรวจความปลอดภัย
มีระบบการสำรวจความปลอดภัยในสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยง
- ลักษณะพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ผู้ปกครองขาดความระมัดระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน การเลือกซื้อของเล่นให้เด็ก การขับขี่ยานพาหนะขณะมึนเมาฯลฯ
- ความปลอดภัยในสิ่งแวดล้อม เช่น มีสุนัขจรจัดหรือไม่ สนามเด็กเล่น วัสดุ อุปกรณ์ มีความปลอดภัยเพียงไร

7.  ต่อต้านพฤติกรรมเสี่ยงและผลิตภัณฑ์อันตราย
ชุมชนร่วมกันต่อต้านพฤติกรรมเสี่ยงและสิ่งแวดล้อมอันตราย ดังนี้
 -  ต่อต้านพฤติกรรมเสี่ยงทั้งผู้ใหญ่และเด็กอันจะนำไปสู่การบาดเจ็บในเด็ก
- ต่อต้านผลิตภัณฑ์เสี่ยงและสิ่งแวดล้อมอันตรายที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บซึ่งชุมชนต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของอันตรายจากความเสี่ยงต่างๆและผนวกเข้ากับวิธีการป้องกันและแก้ไข
8.  ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัย
   ชุมชนมีการสนับสนุนการใช้อุปกรณ์เสริมความปลอดภัยต่างๆ เช่น หมวกกันน๊อคที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กในรถยนต์  จักรยานยนต์  เครื่องตรวจจับควันไฟ ฯลฯ

9.  ชุมชนจัดการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้
     ชุมชนมีกระบวนการฝึกอบรมที่เหมาะสมเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องของการป้องกันควบคุมการบาดเจ็บในเด็ก วิธีการปฐมพยาบาลและการปฏิบัติการณ์กู้ชีพเบื้องต้น

10.  เตรียมพร้อมรับภาวะฉุกเฉิน
มีการเตรียมความพร้อมรับภาวะฉุกเฉินต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชนไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัยวาตภัยอุบัติเหตุซึ่งชุมชนต้องมีระบบการจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน เช่น  การรักษาพยาบาลฉุกเฉินในชุมชนและการส่งต่อ เป็นต้น

11.  ใช้ทรัพยากรของชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สามารถดำเนินการระยะยาวโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ปกติในชุมชน เช่น บุคลากร งบประมาณฯลฯใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่องานสร้างเสริมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพราะในแต่ละชุมชนนั้นมีกระบวนการ ค่านิยม ทัศนคติที่แตกต่างกัน

12.  มีตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน
มีการประเมินภายในชุมชนโดยกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมสำหรับชุมชนเพื่อใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการดำเนินงาน ซึ่งอาจใช้เกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำที่เป็นเกณฑ์ชี้วัดความสามารถของการดูแลเด็กและครอบครัวหรือประเมินผลข้อมูลจากการสำรวจการบาดเจ็บและการเฝ้าระวังการบาดเจ็บมาเป็นตัวชี้วัดของชุมชนเอง รูปแบบตัวชี้วัดในชุมชน ได้แก่
-  ด้านสิ่งแวดล้อม  เช่น มลพิษ  สารเคมี แหล่งเสื่อมโทรม ฯลฯ
-  ด้านผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น  การบาดเจ็บจากเครื่องเล่นที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานฯลฯ
- ด้านการป้องกันแก้ไข เช่น วิธีการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม ให้ความรู้แก่คนในชุมชน การปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม ฯลฯ

13.  องค์ความรู้ชุมชน..สำคัญที่การปฏิบัติและขยายผล
มีการรวบรวมความรู้ประสบการณ์ที่ได้จากการดำเนินงานภายในชุมชนเผยแพร่สู่ชุมชนอื่นเพื่อให้เกิดการขยายผลการดำเนินงานสร้างเสริมความปลอดภัยซึ่งอาจใช้เทคนิคการประชาสัมพันธ์เข้าช่วย เช่น การจัดประชุมชุมชนต่างๆ การพูดในที่สาธารณะ  การจัดนิทรรศการหรือชุมชนประสานกับทางสื่อมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุโทรทัศน์ ฯลฯ เพื่อให้เกิดการเข้าใจที่ตรงกันในวัตถุประสงค์ เกิดกระบวนการผลักดันเข้าสู่นโยบายระดับชาติต่อไป



 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น